08 Complex Number

Updated 4 Oct 2026

ความรู้เบื้องต้นของจำนวนเชิงซ้อน

ระบบจำนวนเชิงซ้อน

จำนวนเชิงซ้อน (Complex Number : C) ประกอบด้วย จำนวนจริง (R) และ จำนวนจินตภาพ (R’)

สัญลักษณ์และส่วนประกอบของจำนวนเชิงซ้อน

นิยมเขียนจำนวนเชิงซ้อนด้วยตัว z มีรูปทั่วไปของจำนวนเชิงซ้อนดังนี้

z=a+bi ;i=−1\boxed{z=a+bi\text \ \\;i=\sqrt{-1}}

เรียก aa ว่าเป็น “Real Part” แทนด้วย Re(z)\text{Re(z)}

เรียก bb ว่าเป็น “Imaginary Part” แทนด้วย Im(z)\text{Im(z)}

จำนวนจริงและจำนวนจินตภาพแท้

  • จำนวนจริง (Real number) คือจำนวนเชิงซ้อนที่มี Im(z)\text{Im(z)} เป็นศูนย์
  • จำนวนจินตภาพแท้ (Purely imaginary number) คือ จำนวนเชิงซ้อนที่มี Re(z)\text{Re(z)} เป็นศูนย์

ค่าของ ini^n

i4n=1{i^{4n}}=1

i4n+1=i{i^{4n+1}}=i

i4n+2=−1{i^{4n+2}}=-1

i4n+3=−i{i^{4n+3}}=-i

การบวกและการคุณของชุด ii ที่กำลังเรียงติดกัน 4 ตัว

in+in+1+in+2+in+3=0i^n+i^{n+1}+i^{n+2}+i^{n+3}=0

in⋅in+1⋅in+2⋅in+3=−1i^n\cdot i^{n+1}\cdot i^{n+2}\cdot i^{n+3}=-1


ศัพท์สำคัญ

สังยุค (Conjugate)

  • สังยุคของจำนวนเชิงซ้อน z=a+biz=a+bi คือ zˉ=a−bi\bar{z}=a-bi สัญลักษณ์ zˉ\bar{z} (อ่านว่า z บาร์)

  • สมบัติของสังยุค

    ควรจำ

    1. z=zˉˉz=\bar{\bar{z}}
    2. z1±z2‾=z1ˉ±z2ˉ\overline{z_1\pm z_2}=\bar{z_1}\pm\bar{z_2}
    3. z1⋅z2‾=z1ˉ⋅z2ˉ\overline{z_1\cdot{z_2}}=\bar{z_1}\cdot\bar{z_2}
    4. (z−1‾)=(zˉ)−1(\overline{z^{-1}})=(\bar{z})^{-1}
    5. (z1z2)‾=z1ˉz2ˉ\overline{(\frac{z_1}{z_2})}=\frac{\bar{z_1}}{\bar{z_2}} ; z2≠0z_2\neq0
    6. z⋅zˉ=(a+bi)(a−bi)=a2+b2=∣z∣2z\cdot\bar{z}=(a+bi)(a-bi)=a^2+b^ 2=|z|^2

    เพิ่มเติม

    1. ถ้า zˉ=z\bar{z}=z แล้ว z เป็นจำนวนจริง
    2. ถ้า zˉ=−z\bar{z}=-z แล้ว z เป็นจำนวนจินตภาพแท้
  • ความสัมพันธ์ของ zz และ zˉ\bar{z}

    1. Re(z)=12(z+zˉ)\text{Re(z)}=\frac{1}{2}(z+\bar{z})
    2. Im(z)=12(z−zˉ)\text{Im(z)}=\frac{1}{2}(z-\bar{z})

ค่าสัมบูรณ์ของ z : |z|

  • ค่าสัมบูรณ์ หริอ Magnitude ของจำนวนเชิงซ้อน z=a+biz=a+bi เขียนแทนด้วย ∣z∣|z| หาได้จากสูตร

∣z∣=a2+b2\boxed{|z|=\sqrt{a^2+b^2}}

  • สมบัติของขนาด
    1. ∣z∣=∣zˉ∣=∣−z∣|z|=|\bar{z}|=|-z|
    2. z⋅zˉ=∣z∣2z\cdot \bar{z}=|z|^2
    3. ∣z1⋅z2∣=∣z1∣⋅∣z2∣|z_1\cdot z_2|=|z_1|\cdot|z_2|
    4. ∣z1z2∣=∣z1∣∣z2∣|\frac{z_1}{z_2}|=\frac{|z_1|}{|z_2|}
    5. ∣zn∣=∣z∣n|z^n|=|z|^n
    6. ∣z−1∣=1∣z∣|z^{-1}|=\frac{1}{|z|}
    7. ∣z1+z2∣≤∣z1∣+∣z2∣|z_1+z_2|\le|z_1|+|z_2|
    8. ∣z1+z2∣2=∣z1∣2+z1z2ˉ+z1ˉz2+∣z2∣2|z_1+z_2|^2=|z_1|^2+z_1\bar{z_2}+\bar{z_1}z_2+|z_2|^2

Inverse ของ z: z−1z^{-1}

ถ้า z=a+biz=a+bi และ z≠0z\ne0 แล้ว Inverse การคูณของจำนวนเชิงซ้อน เขียนแทนด้วย z−1z^{-1} มีค่าเท่ากับ 1z\frac{1}{z}

z−1=1z⋅zˉzˉ=zˉ∣z∣2\boxed{z^{-1}=\frac{1}{z}\cdot\frac{\bar{z}}{\bar{z}}=\frac{\bar{z}}{|z|^2}}


Operation ของจำนวนเชิงซ้อน

การบวก

(a+bi)+(c+di)=(a+c)+(b+d)i(a+bi)+(c+di)=(a+c)+(b+d)i

การคูณ

(a+bi)(c+di)=(ac−bd)+(ad+bc)i(a+bi)(c+di)=(ac-bd)+(ad+bc)i

การลบ

(a+bi)−(c+di)=(a−c)+(b−d)i(a+bi)-(c+di)=(a-c)+(b-d)i

การหาร

(a+bi)÷(c+di)=1c2+d2(a+bi)(c−di)(a+bi)\div(c+di)=\frac{1}{c^2+d^2}(a+bi)(c-di)


Polar Form (รูปเชิงขั้ว)

รูปเชิงขั้ว

  • รูปเชิงขั้ว (Polar Form) เป็นการเขียนจำนวนเชิงซ้อนให้อยู่ในรูปของ Trigonometry
    • แทนที่จะเป็น (a,b)(a,b) ตาม Coordinate system → Polar Form จะเป็น (r,θ)(r,\theta)
  • พิจารณาจำนวนเชิงซ้อน z=a+biz=a+bi ซึ่งแทนด้วยจุด (a,b)(a,b) บนระนาบเชิงซ้อน

z=r(cos⁡θ+isin⁡θ)=rcisθ\boxed{z=r(\cos\theta+i\sin\theta)=r\text{cis}\theta}

  • ในการเขียน Polar Form → ต้องรู้ 2 อย่าง
    1. r คือขนาดของ z หรือจะเรียกว่า Modulus
    2. θ\theta คือมุมที่วัด Counterclockwise (เหมือนในเรื่อง Trigonometry)

วิธีแปลงเชิงซ้อนเป็น Polar

  1. หา r จากสูตร r=∣z∣=a2+b2r=|z|=\sqrt{a^2+b^2}
  2. หา θ\theta จาก tan⁡θ=ba\tan\theta=\frac{b}{a} (แล้วดูเครื่องหมายของ a และ b เพื่อเลือก Quarter)

เพิ่มเติม

  • ถ้า zz เป็นจำนวนจริง จะได้ว่า θ\theta จะอยู่บนแกน x
  • ถ้า zz เป็นจำนวนจินตภาพแท้ จะได้ว่า θ\theta จะอยู่บนแกน y

Inverse และ Conjugate ของ Polar Form

กำหนดให้ z=r(cos⁡θ+isin⁡θ)z=r(\cos\theta+i\sin\theta) จะได้

  1. Conjugate ของ z

    zˉ=r[cos⁡(−θ)+isin⁡(−θ)]=rcis(−θ)\bar{z}=r[\cos(-\theta)+i\sin(-\theta)]=r\text{cis}(-\theta)

  2. Inverse ของ z

    z−1=1r[cos⁡(−θ)+isin⁡(−θ)]=1rcis(−θ)=zˉr2z^{-1}=\frac{1}{r}[\cos(-\theta)+i\sin(-\theta)]=\frac{1}{r}\text{cis}(-\theta)=\frac{\bar{z}}{r^2}

Operation ของ Polar Form

  1. ยกกำลัง n นำ n ไปยกกำลังขนาด และนำ n ไปคูณมุม

zn=∣z∣n⋅cis(nθ)z^n=|z|^n\cdot\text{cis}(n\theta)

  1. คูณกัน เอาขนาดคูณกัน มุมมาบวกกัน

z1z2=r1r2⋅cis(θ1+θ2)z_1z_2=r_1r_2\cdot\text{cis}(\theta_1+\theta_2)

  1. หารกัน เอาขนาดหารกัน มุมมาลบกัน

z1z2=r1r2⋅cis(θ1−θ2)\frac{z_1}{z_2}=\frac{r_1}{r_2}\cdot\text{cis}(\theta_1-\theta_2)


รากเชิงซ้อน

ควรรู้:

  1. ผลรวมของรากทุกตัวมีค่า = 0
  2. ขนาดของรากทุกตัวจะมีค่าเท่ากัน

วิธีการหาค่ารากที่ n ของ z

ขั้นที่ 1 หาค่า รากหลัก (Principal Root) ของ z โดยแทนค่า k = 0

z1n=r1n⋅cis(θ+2kπn){z^{\frac{1}{n}}=r^{\frac{1}{n}}\cdot\text{cis}(\frac{\theta+2k\pi}{n})}

ขั้นที่ 2 หาค่ารากที่เหลือ k = 1,2,3,...,n-1 จนครบ n ราก หรือว่าจะบวกทีละ 360deg⁡n\frac{360\deg}{n}

สูตรสำเร็จในการหา “รากที่สอง” ของ a+bi

กำหนดให้ z=a+biz=a+bi และให้ r=a2+b2r=\sqrt{a^2+b^2}

จะได้รากที่ 2 ของ z คือ

±(r+a2+r−a2i),b≥0\pm\bigg(\sqrt{\frac{r+a}{2}}+\sqrt{\frac{r-a}{2}i}\bigg) ,b\ge 0

±(r+a2−r−a2i),b<0\pm\bigg(\sqrt{\frac{r+a}{2}}-\sqrt{\frac{r-a}{2}i}\bigg) ,b< 0


สมการพหุนาม

หลักเบื้องต้นในการแก้สมการพหุนาม

  1. จัดรูปให้ฝั่งหนึ่งเป็น 0 ก่อน

  2. พยายามแยกตัวประกอบ โดยใช้ ทฤษฎีเศษเหลือ หรือ จับคู่ดึงตัวร่วม

    (x−r1)(x−r2)...(x−rn)=0 แล้ว x=r1,r2,...,rn(x-r_1)(x-r_2)...(x-r_n)=0 \text{ แล้ว }x=r_1,r_2,...,r_n

  3. ถ้าแยกตัวประกอบไม่ได้ใช้สูตร

    x=−b±b2−4ac2ax=\frac{-b\pm\sqrt{b^2-4ac}}{2a}

    • ถ้าคำตอบเป็นอตรรกยะ ก็จะมีคู่มาอีกตัวนึง
    • ถ้าคำตอบได้เป็นจำนวนเชิงซ้อน ก็จะมีคู่มาอีกเช่นกัน
  4. ค่าที่ทำให้แต่ละวงเล็บเป็นศูนย์คือคำตอบของสมการ

    คำตอบของสมการ = รากของสมการ = ผลเฉลยของสมการ

เพิ่มเติมเกี่ยวกับสมการ

  1. กำหนดให้ p(x)=0p(x)=0 เป็นสมการพหุนามซึ่งสัมประสิทธิ์ทุกตัวเป็นจำนวนจริง พบว่า

🏆 ถ้า z=a+biz=a+bi เป็นคำตอบของสมการ แล้ว zˉ=a−bi\bar{z}=a-bi ย่อมเป็นคำตอบด้วย

  1. สมการจำนวนเชิงซ้อน a+bia+bi เป็นคำตอบของสมการ คือ x2−2ax+a2+b2=0x^2-2ax+a^2+b^2=0

  2. ในการสร้างสมการเมื่อรู้คำตอบของสมการ จะต้องติดค่าคงที่ไว้ข้างหน้าเสมอ ทั้งนี้โจทย์จะให้หาค่าคงที่นั้น โดยกำหนดเงื่อนไขมา

  3. สมการพหุนามกำลัง n ทุกสมการ จะมีคำตอบอย่างน้อย 1 คำตอบ

  4. ถ้า p(x)p(x) เป็นพหุนามดีกรี n แล้ว สมการ p(x)=0p(x)=0 จะมีคำตอบทั้งหมด n คำตอบ ซ้ำกันได้