ความรู้เบื้องต้นของจำนวนเชิงซ้อน
ระบบจำนวนเชิงซ้อน
จำนวนเชิงซ้อน (Complex Number : C) ประกอบด้วย จำนวนจริง (R) และ จำนวนจินตภาพ (R’)
สัญลักษณ์และส่วนประกอบของจำนวนเชิงซ้อน
นิยมเขียนจำนวนเชิงซ้อนด้วยตัว z มีรูปทั่วไปของจำนวนเชิงซ้อนดังนี้
z=a+bi ;i=−1
เรียก a ว่าเป็น “Real Part” แทนด้วย Re(z)
เรียก b ว่าเป็น “Imaginary Part” แทนด้วย Im(z)
จำนวนจริงและจำนวนจินตภาพแท้
- จำนวนจริง (Real number) คือจำนวนเชิงซ้อนที่มี Im(z) เป็นศูนย์
- จำนวนจินตภาพแท้ (Purely imaginary number) คือ จำนวนเชิงซ้อนที่มี Re(z) เป็นศูนย์
ค่าของ in
i4n=1
i4n+1=i
i4n+2=−1
i4n+3=−i
การบวกและการคุณของชุด i ที่กำลังเรียงติดกัน 4 ตัว
in+in+1+in+2+in+3=0
in⋅in+1⋅in+2⋅in+3=−1
ศัพท์สำคัญ
สังยุค (Conjugate)
ค่าสัมบูรณ์ของ z : |z|
- ค่าสัมบูรณ์ หริอ Magnitude ของจำนวนเชิงซ้อน z=a+bi เขียนแทนด้วย ∣z∣ หาได้จากสูตร
∣z∣=a2+b2
- สมบัติของขนาด
- ∣z∣=∣zˉ∣=∣−z∣
- z⋅zˉ=∣z∣2
- ∣z1⋅z2∣=∣z1∣⋅∣z2∣
- ∣z2z1∣=∣z2∣∣z1∣
- ∣zn∣=∣z∣n
- ∣z−1∣=∣z∣1
- ∣z1+z2∣≤∣z1∣+∣z2∣
- ∣z1+z2∣2=∣z1∣2+z1z2ˉ+z1ˉz2+∣z2∣2
Inverse ของ z: z−1
ถ้า z=a+bi และ z=0 แล้ว Inverse การคูณของจำนวนเชิงซ้อน เขียนแทนด้วย z−1 มีค่าเท่ากับ z1
z−1=z1⋅zˉzˉ=∣z∣2zˉ
Operation ของจำนวนเชิงซ้อน
การบวก
(a+bi)+(c+di)=(a+c)+(b+d)i
การคูณ
(a+bi)(c+di)=(ac−bd)+(ad+bc)i
การลบ
(a+bi)−(c+di)=(a−c)+(b−d)i
การหาร
(a+bi)÷(c+di)=c2+d21(a+bi)(c−di)
รูปเชิงขั้ว
- รูปเชิงขั้ว (Polar Form) เป็นการเขียนจำนวนเชิงซ้อนให้อยู่ในรูปของ Trigonometry
- แทนที่จะเป็น (a,b) ตาม Coordinate system → Polar Form จะเป็น (r,θ)
- พิจารณาจำนวนเชิงซ้อน z=a+bi ซึ่งแทนด้วยจุด (a,b) บนระนาบเชิงซ้อน
z=r(cosθ+isinθ)=rcisθ
- ในการเขียน Polar Form → ต้องรู้ 2 อย่าง
- r คือขนาดของ z หรือจะเรียกว่า Modulus
- θ คือมุมที่วัด Counterclockwise (เหมือนในเรื่อง Trigonometry)
วิธีแปลงเชิงซ้อนเป็น Polar
- หา r จากสูตร r=∣z∣=a2+b2
- หา θ จาก tanθ=ab (แล้วดูเครื่องหมายของ a และ b เพื่อเลือก Quarter)
เพิ่มเติม
- ถ้า z เป็นจำนวนจริง จะได้ว่า θ จะอยู่บนแกน x
- ถ้า z เป็นจำนวนจินตภาพแท้ จะได้ว่า θ จะอยู่บนแกน y
กำหนดให้ z=r(cosθ+isinθ) จะได้
-
Conjugate ของ z
zˉ=r[cos(−θ)+isin(−θ)]=rcis(−θ)
-
Inverse ของ z
z−1=r1[cos(−θ)+isin(−θ)]=r1cis(−θ)=r2zˉ
- ยกกำลัง n นำ n ไปยกกำลังขนาด และนำ n ไปคูณมุม
zn=∣z∣n⋅cis(nθ)
- คูณกัน เอาขนาดคูณกัน มุมมาบวกกัน
z1z2=r1r2⋅cis(θ1+θ2)
- หารกัน เอาขนาดหารกัน มุมมาลบกัน
z2z1=r2r1⋅cis(θ1−θ2)
รากเชิงซ้อน
ควรรู้:
- ผลรวมของรากทุกตัวมีค่า = 0
- ขนาดของรากทุกตัวจะมีค่าเท่ากัน
วิธีการหาค่ารากที่ n ของ z
ขั้นที่ 1 หาค่า รากหลัก (Principal Root) ของ z โดยแทนค่า k = 0
zn1=rn1⋅cis(nθ+2kπ)
ขั้นที่ 2 หาค่ารากที่เหลือ k = 1,2,3,...,n-1 จนครบ n ราก หรือว่าจะบวกทีละ n360deg
สูตรสำเร็จในการหา “รากที่สอง” ของ a+bi
กำหนดให้ z=a+bi และให้ r=a2+b2
จะได้รากที่ 2 ของ z คือ
±(2r+a+2r−ai),b≥0
±(2r+a−2r−ai),b<0
สมการพหุนาม
หลักเบื้องต้นในการแก้สมการพหุนาม
-
จัดรูปให้ฝั่งหนึ่งเป็น 0 ก่อน
-
พยายามแยกตัวประกอบ โดยใช้ ทฤษฎีเศษเหลือ หรือ จับคู่ดึงตัวร่วม
(x−r1)(x−r2)...(x−rn)=0 แล้ว x=r1,r2,...,rn
-
ถ้าแยกตัวประกอบไม่ได้ใช้สูตร
x=2a−b±b2−4ac
- ถ้าคำตอบเป็นอตรรกยะ ก็จะมีคู่มาอีกตัวนึง
- ถ้าคำตอบได้เป็นจำนวนเชิงซ้อน ก็จะมีคู่มาอีกเช่นกัน
-
ค่าที่ทำให้แต่ละวงเล็บเป็นศูนย์คือคำตอบของสมการ
คำตอบของสมการ = รากของสมการ = ผลเฉลยของสมการ
เพิ่มเติมเกี่ยวกับสมการ
- กำหนดให้ p(x)=0 เป็นสมการพหุนามซึ่งสัมประสิทธิ์ทุกตัวเป็นจำนวนจริง พบว่า
🏆 ถ้า z=a+bi เป็นคำตอบของสมการ แล้ว zˉ=a−bi ย่อมเป็นคำตอบด้วย
-
สมการจำนวนเชิงซ้อน a+bi เป็นคำตอบของสมการ คือ x2−2ax+a2+b2=0
-
ในการสร้างสมการเมื่อรู้คำตอบของสมการ จะต้องติดค่าคงที่ไว้ข้างหน้าเสมอ ทั้งนี้โจทย์จะให้หาค่าคงที่นั้น โดยกำหนดเงื่อนไขมา
-
สมการพหุนามกำลัง n ทุกสมการ จะมีคำตอบอย่างน้อย 1 คำตอบ
-
ถ้า p(x) เป็นพหุนามดีกรี n แล้ว สมการ p(x)=0 จะมีคำตอบทั้งหมด n คำตอบ ซ้ำกันได้